บาคาร่า เกมพนันออนไลน์ที่ใคร ๆ ก็เล่นกัน

บาคาร่า

ถ้าให้พูดถึงเกมการพนันออนไลน์นั้น ในทุกวันนี้มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเกมสล็อต บาคาร่า เสือมังกรออนไลน์ ต่าง ๆ แล้วยังมีความหลากหลายทั้งกฎกติกาการเล่น ประเภทของเกม โอกาสชนะ แจ็คพอร์ตรางวัลใหญ่ และอีกต่าง ๆ มากมาย ด้วยความที่เกมพนันออนไลน์นั้น ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายทั้งในไทย และต่างประเทศ จึงทำให้ค่ายเกมต่าง ๆ นั้น ได้มีการคิดค้นและผลิตเกมพนันออนไลน์ขึ้นมาอย่างตลอด เพื่อรองรับกับความชอบของผู้เล่น ที่แต่ละคนนั้นชอบเกมพนันที่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งเกมพนันออนไลน์ในทุกวันนี้นั้น ก็มีหลายรูปแบบ แตกต่างกันออกไป ในแต่ละเกมก็จะมีความสนุก ตื่นเต้น และลุ้นระทึก ที่ไม่ซ้ำกันกับเกมอื่น ๆ เลย รวมไปถึงอัตราการจ่ายเงินของผู้ชนะชนะ โบนัส และแจ็คพอร์ตที่ไม่เท่ากัน พร้อมทั้งสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย บางเกมนั้น ก็จะมีการจ่ายเงินรางวัลสูงลิบ บางเกมก็จ่ายเงินรางวัลต่ำ แตกต่างกันไปตามประเภทของตัวเกม และความนิยม

ซึ่งหากท่านใด ที่กำลังมองหาช่องทางทำเงินให้ได้มาก ๆ นั้น ต้องเลือกเล่นเกมที่กำลังเป็นที่นิยมในเวลานั้น ซึ่งถ้าท่านใดถามมาว่า ตอนนี้เกมไหนที่ทำเงินได้ดีที่สุดนั้น บอกได้เลยว่าคงจะไม่พ้นเกมบาคาร่าออนไลน์อย่างแน่นอนค่ะ เพราะเกมบาคาร่าออนไลน์นั้น เป็นเกมที่นักพนันหน้าเก่า และนำพนันหน้าใหม่ นิยมกันเล่นมากที่สุด ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่มีการเล่นบาคาร่าออนไลน์อย่างเดียว และแน่นอนว่าทั่วโลกก็เล่นเหมือนกัน

เกม บาคาร่า นั้นยังเป็นเกมที่อัตราการจ่ายเงินสูงมาก

ซึ่งอัตราจ่ายเงินอยู่ที่ 1 ต่อ 1 แล้วหากลูกค้าแทงพนันถูกเงินที่ได้มานั้นคือ 2 เท่ากับที่แทงไป ยังไม่พอยังมีสูตรต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เงินที่ลงทุนไปนั้นคูณเพิ่มไปอีกหลายเท่าตัว จึงเป็นการหาเงินที่ง่ายมากถ้าหากนักพนันเล่นเกมบาคาร่าออนไลน์ เป็นเกมที่ต้องเล่นสำหรับนักพนักเลยก็ว่าได้

เกมบาคาร่าไม่ได้จ่ายเงินหนักเพียงอย่างเดียว เพราะระหว่างที่นักพนันเล่นนั้น ก็จะได้ประสบกาณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะ สนุก เพลิดเพลิน ลุ้นระทึก หวาดเสียว ด้วยความที่โอกาสชนะนั้นมีครึ่งต่อครึ่ง เกมบาคาร่าออนไลน์นี้จึงเป็นเกมที่น่าลุ้นน่าลองเป็นอย่างมาก ถ้าเทียบกับเกมสล็อต หรือเกมไพ่อื่น ๆ โอกาสชนะของบาคาร่าสูงกว่ามากเลย

ซึ่งบางเกมโอกาสชนะเพียงแค่ 5% ด้วยซ้ำ ทางเรานั้นสามารถบอกได้เลยว่าเกมบาคาร่านั้นเป็นเกมที่ดีที่สุด และน่าเล่นที่สุด เพราะสามารถทำเงินได้ดีที่สุด ถึงหลายคนจะพูดว่า เกมพนันออนไลน์นั้นใช้ดวง ดวงไม่ดีก็แพ้ ขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่า เกมบาคาร่านั้นไม่ใช่แค่ใช้ดวงค่ะ เกมบาคาร่าออนไลน์นั้นมีเคล็ดลับ มีเทคนิคต่าง ๆ และมีวิธีการดูเกม อีกตั้งมากมาย ถ้าหากว่านักพนันสามารถเรียนรู้เทคนิคของบาคาร่าออนไลน์ได้ ผู้เล่นสามารถที่จะกอบโกยเงินจากเกมนี้ไปได้เลยแบบสบาย ๆ

ถ้าใครยังไม่เคยลองเล่นต้องลองเล่นดูแล้วแหละ และถ้าหากใครที่สนใจที่จะเล่นบาคาร่าออนไลน์สามารถสมัครได้เลยที่ BEOGAMING ปลอดภัยแน่นอนด้วยความเชื่อใจจากยูสเซอร์กว่าแสนราย มีทางเข้าเกมที่ใช้งานง่าย เกมบาคาร่าของเราก็ไม่ผ่านเอเย่นต์ด้วยเช่นกัน ยังไม่พอ!!! ยังมีโปรโมชั่นอีกเยอะแยะมากมาย เพียงแค่คุณมาสมัครเล่นกับเรา

BEO333

BEOGAMING : ประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จากแข้งผู้สร้างตำนาน 3 แชมป์ สู่กุนซือผีแดง

BEOGAMING

ประวัติ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ( Ole Gunnar Solskjær ) จากแข้งผู้สร้างตำนาน 3 แชมป์

BEOGAMING : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดเมื่อวันที่ 26กุมภาพันธ์1973 ที่เมืองคริสเตียนซุนด์ประเทศนอร์เวย์ โดยเขาเริ่มเส้นทางสายลูกหนัง จากการเล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกกับทีมเคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น3ของนอร์เวย์ ก่อนที่เขาจะย้ายไปเล่นให้กับ โมลด์ ทีมในลีกสูงสุดของประเทศในปี1995 โดยโซลชา ในวัย22ปี สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่ และได้รับฉายาว่า”อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์”พร้อมทั้งกลายเป็นที่จับจ้องของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป กระทั่งกลางปี 1996 หลังจากที่เขาลงสนามให้ โมลด์ไป45นัด และซัดไปถึง33ประตู เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม”ปีศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเวลานั้นก็ไม่รอช้า จัดการคว้าตัวเด็กหนุ่ม วัย23ปี รายนี้ ไปร่วมทีมทันที ด้วยมูลค่า 1.5ล้านปอนด์ ซึ่ง โอเล่ ก็ไม่ทำให้ นายใหญ่ชาวสกอตต์ต้องผิดหวัง เมื่อสามารถระเบิดฟอร์มเก่งได้ตั้งแต่ซีซั่นแรกในสีเสื้อ ยูไนเต็ด หลังซัดไปถึง 19ประตู จากการลงสนาม 46นัดรวมทุกรายการ ครองตำแหน่งดาวซัลโวของทีม พร้อมพาต้นสังกัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล1996/97 ได้สำเร็จ

BEOMING : BEOGAMING : เจ้าของฉายาอันเรื่องชื่อ จากผลงานอันสุดยอดของเขา ส่งผลให้ โซลชา กลายเป็นขวัญใจของเหล่าบรรดา เร้ด อาร์มี่ อย่างรวดเร็ว พร้อมกับได้รับฉายาว่า “เพชฌฆาตหน้าทารก” อีกทั้งยังทำให้ นายเก่าที่ โมลด์ นึกเสียดาย

ที่ขายเขาให้ปีศาจแดงในราคาที่ถูกเกินไปอีกด้วย อย่างไรก็ตามเส้นทางของโอเล่ ไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอด เมื่อซีซั่นต่อมา เขากลับไม่สามารถรักษาฟอร์มเก่งเอาไว้ได้เหมือนกับปีแรก โดยยิงได้เพียง9ประตูเท่านั้น จากการลงเล่น30นัดในทุกรายการ ตลอดฤดูกาล 1997/98 ซึ่งนั่นทำให้ เฟอร์กี้ ต้องตัดสินใจ ควักเงินมูลค่าถึง12ล้านปอนด์ เพื่อกระชากตัว ดไวท์ ยอร์ค มาร่วมทีมเพื่อช่วยผลิตสกอร์ ในซีซั่น 1998/99 ส่งผลให้มีข่าวลือออกมาอย่างหนาหูว่า โซลชา อาจจะต้องเตรียมเก็บข้าวของออกจาก โรงละครแห่งความฝันเสียแล้ว อย่างไรก็ตามดาวยิงชาวนอร์เวย์ ยังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ และเลือกที่จะต่อสู้ในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่อไป แม้ว่าจะต้องเสียตำแหน่งตัวจริงไปให้กับหัวหอกคนใหม่ และต้องรับบทเป็นเพียงตัวสำรองของทีมอย่างต่อเนื่อง BEO333

แต่ใครจะเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจในครั้งนั้นของ โซลชา กลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และคุ้มค่าจนน่าเหลือเชื่อ โอเล่ ไม่เคยปริปากบ่นกับบทบาท “ตัวสำรอง” ที่เขาได้รับ ในทางกลับกัน โดยเขายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ทุกครั้งที่ได้รับโอกาสลงสนาม แม้จะมีเวลาให้เขาโชว์ฟอร์มเพียงน้อยนิดในแต่ละเกมก็ตาม จนสุดท้ายความพยายามของเขา ก็เริ่มเป็นผล เมื่อเขาสามารถลงสนามไปยิงประตูได้บ่อยครั้ง ในฐานะตัวสำรอง อีกทั้งยังกลายเป็นประตูชัยในเกมสำคัญเสียด้วย อย่างเช่น ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 4 ที่เขาถูกส่งลงสนามในนาที 81 ก่อนจะกลายเป็นคนยิงประตูชัยให้ ปีศาจแดง พลิกแซงชนะ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 2-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 1999

จากนั้น 2 สัปดาห์ เขาก็สร้างสถิติอันน่าเหลือเชื่อให้กับวงการลูกหนังอังกฤษ หลังยิงได้ถึง 4 ประตู ภายในเวลาเพียง 13 นาที ในเกมที่ ยูไนเต็ด บุกไปถล่ม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้ถึง 8-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก จนได้รับสมญานามจากสื่ออังกฤษว่า “สุดยอดซูเปอร์ซับ”

โอเล่ ตำนานหมายเลข 20

กระทั่ง ในปี 2003 โอเล่ ประสบปัญหาได้รับอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่า หลังยิงประตูให้ทีม ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ พานาธิไนกอส เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2003 จนต้องเข้ารับการผ่าตัด และต้องพักยาวถึง 5 เดือน ก่อนจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 จากนั้น เขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดชิงชนะเลิศ ศึก เอฟเอ คัพ 2003/04 ที่ ยูไนเต็ด ถล่ม มิลล์วอลล์ 3-0 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ หลังจากนั้น โซลชา ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่บริเวณหัวเข่าอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม 2004 ซึ่งทำให้เขาพลาดลงเล่น ซีซั่น 2004/05 ไปทั้งฤดูกาล โดยในระหว่างนั้น เขาก็ได้รับกำลังใจจากแฟนบอล ที่ได้นำป้ายที่มีข้อความว่า “20LEGEND” ซึ่งหมายความว่า “โอเล่ ตำนานหมายเลข 20” ไปติดไว้ในสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วย

โอเล่ ในวัย 32 ปี กลับมาคืนสนามในซีซั่น 2005/06 แต่ก็ไม่ได้ลงสนามมากนัก จนถึงฤดูกาล 2006/07 เขากลับมาทำผลงานได้ดี หลังยิงได้ 11 ประตู จากการลงสนาม 32 นัดในทุกรายการ ซึ่งซีซั่นนี้เอง ได้กลายเป็นปีสุดท้ายในอาชีพการค้าแข้งของเขา โซลชา ในวัย 34 ปี ประกาศแขวนสตั๊ด หลังคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งที่ 6 กับ ยูไนเต็ด ปิดฉากเส้นทางการค้าแข้ง 11 ปีใน โรงละครแห่งความฝัน อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการลงเล่นไป 365 นัด โดยยิงไปถึง 127 ประตู

เส้นทางในฐานะกุนซือ

หลังจากแขวนสตั๊ด โซลชา ก็เริ่มต้นเส้นทางการเป็นกุนซือทันที โดยเขาเริ่มจากการเป็น โค้ชกองหน้า ให้กับ ปีศาจแดง ในซีซั่น 2007/08 ก่อนที่เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุด U23 ในฤดูกาล 2008/09 ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ได้อย่างมากมาย อาทิ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย, แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง ตอนเหนือ 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย และแชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย

จากผลงานอันยอดเยี่ยม ทำให้ในช่วงต้นปี 2011 เขาได้รับงานคุมทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ด้วยการรับหน้าที่เป็น ผู้จัดการทีม ให้กับ อดีตต้นสังกัดอย่าง โมลด์ สโมสรในลีกบ้านเกิดของเขา

โดยทำยังคงสามารถทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย พร้อมทั้งแชมป์ นอร์เวย์ คัพ อีก 1 สมัย กระทั่ง ต้นปี 2014 โซลชา เข้ารับเผือกร้อน จากการย้ายไปคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ทีมในศึกพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น พร้อมกับภารกิจอันหนักอึ้ง คือ การต้องช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาล 2013/14 ให้ได้ ทว่าสุดท้ายเขาก็ทำไม่สำเร็จ หลังพาทีมชนะ 3 เสมอ 3 และแพ้ไปถึง 12 เกม ส่งผลให้ต้องตกชั้น ด้วยการเป็นทีมบ๊วยของตาราง จากนั้น หลัง คาร์ดิฟฟ์ หล่นลงไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในซีซั่นต่อมา ผลงานของพวกเขาก็ยังคงไม่ดีนัก ทำให้ โอเล่ ถูกปลดออกจากเก้าอี้กุนซือ ในเดือนกันยายน 2014

ในเดือนตุลาคม 2015 โซลชา ได้กลับไปเป็นนายใหญ่ให้กับ โมลด์ อีกครั้ง ก่อนพาทีมคว้าอันดับ 6 ก่อนที่ปี 2016 จะพาทีมจบในอันดับ 5 โดย โซลชา ทำให้ทีมกลับมาทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ จน โมลด์ ขยับขึ้นไปเป็น รองแชมป์ 2 สมัยติด ในปี 2017 และ 2018 (ลีกนอร์เวย์ เปิด-ปิดฤดูกาล ตามปีปฏิทิน)

จุดเปลี่ยนในอาชีพกุนซือ

จุดเปลี่ยนในอาชีพกุนซือของเขา ได้เกิดขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2018 เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศแต่งตั้งให้ โอเล่ เข้ารับตำแหน่ง รักษาการณ์ผู้จัดการทีม หรือ ผู้จัดการทีม แบบชั่วคราว แทนที่ของ โจเซ่ มูรินโญ่ หลังจาก เฮดโค้ชชาวโปรตุกีส พาทีมบุกไปพ่าย ลิเวอร์พูล แบบหมดรูป 1-3 ในศึกแดงเดือด

เมื่อ โซลชา สามารถปลุกใจให้นักเตะกลับมาเล่นด้วยความมุ่งมั่นและฮึกเหิม จนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินความคาดหมาย โดยเขาพาทีม ชนะรวดในการคุมทีม 8 นัดแรก โดยแบ่งเป็น พรีเมียร์ลีก 6 นัด และ เอฟเอ คัพ 2 นัด และชนะ 10 เสมอ 1 ใน 11 เกมแรก ก่อนที่เขาจะพาทีมโกงความตาย พลิกเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ แบบสุดดราม่า

ฤดูกาล 2018/19

ในที่สุด ปีศาจแดงจึงทำการแต่งตั้งให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นกุนซือแบบถาวร ในวันที่ 28 มีนาคม 2019 พร้อมฝากสถิติสุดสวยหรู ชนะ14 เสมอ2 แพ้3 จาก19นัด ที่คุมทีม ในฐานะกุนซือแบบรักษาการณ์ แต่แล้วสิ่งเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อหลังจากที่ โซลชา ได้เป็นเฮดโค้ชแมนยูแบบเต็มตัว ผลงานของทีมก็กลับย่ำแย่ลงอย่างน่าใจหาย โดยที่8เกมสุดท้ายในลีก พวกเขาทำได้เพียงชนะ2 เสมอ2 และแพ้ไปถึง4เกม และใน5เกมสุดท้าย ไม่สามารถคว้าชัยได้เลยแม้แต่เกมเดียว ทำให้ ยูไนเต็ด จบฤดูกาล2018/19ด้วยอันดับ6

ฤดูกาล 2019/20

ในซี่ซั่น 2019/20 โซลชา ยังคงพาทีมทำผลงานได้ไม่ค่อยสม่ำเสมอนัก จนกระทั่ง แมนยู สามารถคว้าตัว บรูโน่ แฟร์นานเดส ไปร่วมทัพในช่วงปลายเดือนมกราคม 2020 พวกเขาก็กลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแบบสุดเซอร์ไพรส์ โดย 14นัดสุดท้ายในลีก พวกเขาชนะ9 เสมอ5 โดยไม่แพ้ใครเลย ทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ3 และคว้าโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จ

ฤดูกาล 2020/21

กระทั่ง ฤดูกาล 2020/21 อนาคตของ โซลชา กับปีศาจแดง ก็กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากเขาทำทีมตกรอบแบ่งกลุ่มในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างไม่น่าให้อภัย เนื่องจาก 2เกมสุดท้าย ขอเพียงแค่แต้มเดียว ก็จะผ่านเข้ารอบทันที แต่สุดท้ายพวกเขากลับพ่ายแพ้ไปทั้ง 2นัด ทว่าหลังจากนั้นมา ยูไนเต็ด ก็กลับมาเดินหน้าทำผลงานในลีกได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กระแสข่าวดังกล่าวเงียบหายไป และโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ยังคงรักษาเก้าอี้กุนซือในโรงละครแห่งความฝันไว้ได้ต่อไป

ขอขอบคุณบทความดีดีจาก : BEOGAMING

นำเสนอบทความโดย : BEO333

BEOGAMING : ฟิลิปป์ ลาห์ม ( Philipp Lahm ) สุภาพบุรุษลูกหนัง

BEOGAMING

Philipp Lahm หรือชื่อไทย ฟิลิปป์ ลาห์ม

BEOGAMING : ฟิลิปป์ ลาห์ม  สุภาพบุรุษลูกหนัง เขาคนนี้ เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1983 ที่เมือง มิวนิค ประเทศเยอรมัน ตำแหน่งแบ็คขวา เขาเริ่มเส้นทางอาชีพลูกหนังในทีมเยาวชน กับ เอฟที เกิร์น มิวเชน ตั้งแต่ปี 1989  ฝึกฝนวิชาฟุตบอลเรื่อยมา และ ได้ย้ายมาร่วมทีมเยาวชน ของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ในปี 1995

ถึง ฟิลิปป์ ลาห์ม รูปร่างค่อนข้างเล็ก เขามีส่วนสูงเพียง 170 เซนติเมตร แต่มีความคล่องตัวตัวสูง และ การอ่านเกมที่ชาญฉลาด ทำให้เป็นที่ชื่นชมจากสตาฟฟ์โค้ช เป็นอย่างมาก

BEOGAMING : เขาเริ่มฉายแววอัจฉริยะ ทางวงการฟุตบอลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถูกดันขึ้นสู่ทีม บาเยิร์น มิวนิคชุดสำรองได้ในที่สุด ในปี 2001

แต่ด้วยกำลังพลของเสือใต้ช่วงนั้น  ลงตัวทุกตำแหน่งอยู่แล้วทำให้โอกาส ที่จะสอดแทรกเป็นตัวจริงของเขานั้น ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก โดยเขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 63 นัด ทำได้ 3 ประตู BEO333

ในปี 2003 ฟิลิปป์ ลาห์ม   ตัดสินใจย้ายไป สตุ๊ตการ์ทในรูปแบบการยืมตัว เขาตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น และ หวังว่าจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกให้ได้ ในสักวัน ฟิลิปป์ ลาห์ม   ฝึกซ้อมอย่างหนักในทุกๆวัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมสตุ๊ตการ์ท ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  เขาลงเล่นให้ทีมทั้งหมด 53 นัด ทำได้ 2 ประตู  และ ผลของความพยายาม ก็ผลิดอกออกผล

ในปี 2005 เขากลับมาที่สโมสรบาเยิร์น มิวนิคอีกครั้ง  ฟิลิปป์ ลาห์ม  ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถก้าวขึ้นมา เป็นกำลังสำคัญ ในทีมชุดหลักของเสือใต้ได้ในที่สุด จนถูกแต่งตั้ง ให้เป็นกัปตันทีมในปี 2010 จากการย้ายออกไปของ มาร์ค ฟาน บอมเมล และพาบาเยิร์นมิวนิค กวาดแชมป์มามากมาย

ตั้งแต่บุนเดสลีกาเยอรมัน,เดเอ็ฟเบ โพคาล ,เดเอ็ฟเบลีกา โพคาล และ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก โดยในฤดูกาล 2012-2013 เป็นการประกาศศักดาครั้งยิ่งใหญ่ของเขา ด้วยการพาเสือใต้บาเยิร์นมิวนิคคว้าได้ถึง 3 แชมป์ในปีเดียว

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ของกัปตันร่างเล็กก็เกิดขึ้น จากการเข้ามาคุมทีมของ โจเซป กวาร์ดิโอลา ได้โยกย้ายตำแหน่งการเล่นของฟิลิปป์ ลาห์ม ทำให้เขา พบกับความท้าทายครั้งใหม่ ในชีวิตการค้าแข้ง โดยกัปตันคนนี้ ทำผลงานได้ดีเกินคาด ด้วยไหวพริบและ การอ่านเกมอย่างเฉียบขาด แม้จะให้ไปเล่นตรงส่วนไหนของสนาม เขาก็ทำผลงานได้ดีทั้งนั้น

การันตีผลงานของ ลาห์มได้จาก บทสัมภาษณ์ กับหนังสือพิมพ์ München Marker โดยมาร์ติเนซ ผู้เขียนเกี่ยวกับชีวประวัติของโจเซป กวาร์ดิโอลา กล่าวว่า “ฟิลิปป์ ลาห์ม คือคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริง คุณต้องเข้าใจว่า การที่เขาขยับไปเล่นตำแหน่งอื่น ก็เพราะว่า กวาร์ดิโอล่าไม่ได้พอใจกับช่วงแรก ของการเริ่มคุมทีมเท่าใดนัก 

บัวเต็ง และ ดันเต้ ก็ไม่ใช่พวกผ่านบอลดีเท่าที่ควร แต่กับลาห์มนั้น ตรงกันข้าม เขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก เท่าที่เคยได้เห็นมา และ มันก็ไม่ใช่แค่เพราะว่า เป็นคนที่มีความสามารถเท่านั้น แต่เพราะลาห์ม ยังสามารถเข้าเกมรวดเร็วได้อย่างแท้จริง กัปตันคนนี้ มีทักษะ ในการควบคุมบอลได้ดีที่สุดในทีม เป็นคนที่เล่นโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆเลย”

สุภาพบุรุษลูกหนังท่านนี้รับใช้เสือใต้ มาจนถึงฤดูกาล 2017 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายของเจ้าตัว โดยประกาศยุติ เส้นทางอาชีพนักฟุตบอล ท่ามกลางความเสียใจของแฟนๆ

ในส่วนของทีมชาตินั้น ฟิลิปป์ ลาห์ม เริ่มต้นกับทีมชาติเยอรมัน รุ่นอายุไม่เกิน 19ปีและทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2004  เป็นกำลังสำคัญ ที่ทีมอินทรีเหล็กขาดไม่ได้ แม้ประการทั้งปวง

ในปี 2008 ลาห์ม มีส่วนช่วยให้ทีมชาติเยอรมัน เข้าชิงแชมป์กับประเทศสเปน ในศึกฟุตบอลยูโร แต่เป็นที่น่าเสียดาย ทีมอินทรีเหล็ก ต้องพ่ายแพ้ไปในนัดนี้ ซึ่งผลงานของเขา เป็นที่ยอมรับจากเพื่อนร่วมทีม,สตาฟฟ์ และ เฮดโค้ช อย่าง โยอาคิม เลิฟผู้จัดการทีมชาติเยอรมัน  โดยแต่งตั้ง ให้ลาห์มเป็นกัปตันทีมในปี 2010

โดยศักราช 2014 ศึกฟุบอลโลกที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ทีมอินทรีเหล็กโดยการนำทัพของ  ฟิลิปป์ ลาห์ม จัดการถล่ม เจ้าบ้านอย่างย่อยยับ ด้วยสกอร์ที่ขาดลอย 7-1 และ ผ่านทีมต่างๆ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ไปพบกับทีมชาติอาร์เจนตินาได้สำเร็จ โดยเป็นทางอินทรีเหล็กเยอรมัน เป็นฝ่ายคว้าชัยในที่สุด ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย จากแฟนฟุตบอลในประเทศ

ฟิลิปป์ ลาห์ม รับใช้ทีมชาติเยอรมัน ทั้งสิ้น 113 นัด ทำได้ 5 ประตู และ ประกาศยุติบทบาทการเล่น ให้กับทีมชาติทันที หลังเสร็จศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้ นับเป็นการปิดฉากที่สวยงาม ในนามกัปตันทีมชาติเยอรมันคนนี้ ตลอดการค้าแข้ง เขาคว้า 7 แชมป์บุนเดสลีกา

6 แชมป์เดเอฟเบ โพคาล , 1 ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก,1 แชมป์สโมสรโลก ,1 แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ,1 แชมป์โลก และ สิ่งที่เรียกเสียงชื่นชม จากคนทั่วทั้งโลกได้ ก็คือ การไม่โดนใบแดง ตลอดชีวิตการค้าแข้งเลย แม้สักครั้งเดียว

แหล่งอ้างอิง : BEOGAMING

นำเสนอโดย : kasbahletouareg.com